อดีตเมียแฉทิ้งลูก!! ‘ปราบต์’เปิดใจพูดไม่ตรงกันยิ่งไม่จบ ห่วงจิตใจ‘เจมส์’ สงสัยเหตุขุดคุ้ย

จากกรณีที่สองแม่ลูก นางอิณธิรา นาธาน และ เจมส์ ติณห์ทยุต เมี้ยกลาง ออกมาให้สัมภาษณ์ ในรายการหนึ่งแฉว่าถูกดารานักแสดงอักษรย่อ ‘ป.’ ซึ่งเล่นละครหลายเรื่องบทบาท ได้ทิ้งลูกเมียไปกว่า 20 ปี ไม่เคยส่งเสีย ไม่เคยเหลียวแล ลูกชายเคยจะติดต่อพ่อไป แต่ถูกปิดกั้นการติดต่อทุกช่องทาง ทำให้ครอบครัวได้รับความลำบาก ฝ่ายแม่ต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศ และยายต้องคอยเลี้ยงดูด้วยตัวเอง

โดยในตอนท้ายรายการ ได้นำภาพถ่ายของ “ปราบต์ปฎล สุวรรณบาง” มาโชว์ ว่านี้คือพ่อของลูก
ล่าสุดผู้สื่อข่าวเจอนักแสดงรุ่นใหญ่ ในงานบวงสรวงละครเรื่อง “ชุมแพ” ที่ ช่อง 3 หนองแขม ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงประเด็นดังกล่าว ปราบต์ เปิดใจกับผู้สื่อข่าวครั้งแรกว่า “ประเด็นมันไม่น่าที่จะมีอะไรแล้ว มันน่าจะจบตามที่ทุกคนเข้าใจและได้ทราบข่าว ทุกคนได้ใช้วิจารณญาณในการชมเกินไปแล้ว ส่วนตัวได้ยืนยันตั้งแต่ต้นแปลว่าสิ่งที่จะพูดจะบอกได้โพสต์ไปหมดแล้วทั้งใน Instagram และ Facebook ถ้าเป็นในส่วนอื่นตามที่พิมพ์ไปขอยืนยันว่าไม่พูดอะไรไปมากกว่านั้น”

มีคนอีกจำนวนมากไม่ได้อ่านข้อความนั้น “มีสามเรื่องตั้งแต่โพสต์แรกที่ผมบอกว่าถ้าการที่จะต้องออกมาพูดความจริงแล้วมันต้องทำให้ใครเสียหายกัน ผมไม่พูดดีกว่า เพราะเวลาที่ต่างคนต่างออกมาพูดมันก็จะไม่จบ ไม่เป็นไร อีกฝ่ายหนึ่งเขาพูดก็ให้เขาพูดในสิ่งที่เขาอยากพูด ส่วนความจริงเป็นอย่างไร คนที่อยู่ในเรื่องราวก็จะรู้กันดีว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นผมไม่ต้องพูดอะไร เราอยู่ตรงนี้มาร่วม 20 ปี เราปฏิบัติตัวอย่างไร อยู่อย่างไร คนเราไม่สามารถที่จะปกปิดตัวเองได้โดยที่ไม่ใช่เนื้อแท้ของชีวิต แต่บางอย่างมันเป็นเรื่องภายใน เรื่องส่วนตัวที่มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับสังคม แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่มันจะมีผลกระทบต่อสังคม ผมคิดว่าไม่พูดดีกว่า และสิ่งที่เกิดขึ้นเราก็ไม่ปฏิเสธว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง เรายอมรับว่ามันคือเรื่องจริง ส่วนรายละเอียดเราไม่ต้องพูด

ยอมรับว่าเขาเป็นลูก “ใช่ครับ เขาเป็นภรรยา เขาเป็นลูกที่เกิดจากผมเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ส่วนรายละเอียดที่เขาไปเล่าในการ และในส่วนฝ่ายผมไม่ขอเล่า”
ทำไมถึงเลือกไม่เล่าคนก็จะเข้าใจตามที่อีกฝ่ายเล่า “ไม่เป็นไรพี่ ผมไม่พูดเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว คนเรา ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งพูด แล้วอีกฝ่ายหนึ่งมาพูด แล้วไม่ตรง เรื่องมันก็ไม่จบ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเขาอยากให้เป็นอย่างนั้น เราก็เลือกที่จะเงียบดีกว่า สุดท้ายคุณก็จะพิจารณาจาก การที่นั่งดู เห็นและได้ยิน เราคิดว่าทุกคนคิดกันเป็น อะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายแล้วเรื่องที่ผู้ใหญ่สร้างกันไว้ ไม่ควรไปกระทบกับเด็ก เพราะมันเป็นเรื่องราวที่เขาไม่รู้เรื่อง เขาถูกบันทึกข้อความ อะไรที่ไม่เกิดผลดีกับใครทั้งนั้น ถ้าผมจะถูกคนว่าเป็นคนไม่ดีก็ไม่เป็นไร”
อยากจะเจอกับลูกเพื่ออธิบายกับเขาไหม “ผมอยากเจออยู่แล้ว ผมได้ให้เบอร์โทรศัพท์ที่จะโทรติดต่อผม พร้อมที่จะเจอกับเขาได้ตลอดอยู่แล้ว แต่ไม่มีความจำเป็นที่จะมานั่งเอาเรื่องในครอบครัวมาพูดให้เสียหายตอบโต้กันไปมาอย่างที่บอกว่าผลกระทบมันจะตกที่ลูก เรื่องในครอบครัวไม่ควรนำมาพูด สุดท้ายเมื่อความจริงปรากฏ ยังไงก็แล้วแต่ ใครจะได้อะไร สิ่งที่จะได้แน่ คือ ผลกระทบสะสมถึงเด็ก สุดท้ายแล้วถ้าเกิดมีใครซักคนนำหลักฐานออกมาพูดว่าเรื่องจึงเป็นอย่างนี้ คนที่แพ้ต้องอับอายอย่างนั้นหรือ แล้วคนที่ชนะออกมาพูดทำไม มันไม่ใช่เรื่องของการแพ้กับชนะทุกอย่างมันควรจะจบ”

ได้รับการติดต่อจากลูกหรือยัง “ยังครับเขายังไม่ติดต่อมา แต่ก็ต้องแล้วแต่เขาในฐานะของความเป็นพ่อ ตัวผมไม่ได้เลี้ยงดูไม่ได้ใกล้ชิดกับเขาเท่ากับทางแม่เขา ผมจึงต้องระมัดระวังที่สุด ว่าผลกระทบจะเกิดอะไรกับเขาบ้าง ดังนั้นผมเลือกที่จะรอเขาเข้ามาแล้วค่อยพูดกันสามคนแม่เขาหรือแม่ยายเขาด้วยก็ได้ ว่าตัวเขาเองว่าชีวิตเป็นอย่างไรและมีอะไรที่เราสามารถช่วยได้ในสิ่งที่เราสามารถทำได้ผมยินดีที่จะช่วย”

การที่เขาออกมาพูดส่งผลกระทบกับตัวเราหรือครอบครัวปัจจุบันอย่าไรบ้าง “ไม่ครับพี่ชายผมเขาอยู่ในเรื่องราวเขาบอกว่านี่จะเงียบไปแบบนี้เหรอ เราก็ถามว่าพูดแล้วจะมีอะไรดีขึ้น สุดท้ายแล้วใครจะด่าเรายังไงก็แล้วแต่ เราเป็นผู้ชายสุดท้ายแล้วมันจะกระทบใครก็แล้วแต่กระทบกับแม่ของเด็ก เขาเป็นอดีตภรรยาที่มันจบไปนานแล้ว แต่เขาก็เป็นแม่ของลูกเรา คุณยายเขาก็เป็นคุณยายของลูกเราทุกคนมีความเกี่ยวพัน ในวันที่จบเราไม่ได้โกรธเกลียดอะไรกัน มันเป็นข้อตกลงที่จบกันด้วยดี แต่ก็ต้องรอดูว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น”

ตั้งแต่จบกันไม่ได้เจอน้องเลย “ตั้งแต่วันที่คุยกันที่โต๊ะปิงปองอย่างที่เค้าบอกคิดว่าน่าจะประมาณซัก 15-16 ปี ยังไม่ได้คุยกัน”

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก ข่าวสด

You may also like