อันวาร์เรียกร้องชาวมาเลเซียเลือกดร.มหาเธร์

นายอันวาร์ อิบราฮิม หนึ่งในแกนนำคนสำคัญของฝ่ายค้านมาเลเซียซึ่งกำลังรับโทษจำคุก เรียกร้องประชาชนลงคะแนนเลือกดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง 9 พ.ค. นี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ว่านายอันวาร์ อิบราฮิม หนึ่งในแกนนำคนสำคัญของแนวร่วมพรรคฝ่ายค้านในนาม “ปากาตัน ฮาราปัน”

หรือ “พันธมิตรแห่งความหวัง” เผยแพร่แถลงการณ์ในช่วงที่กำลังเข้ารับการรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บบริเวณไหล่ ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์  เมื่อวันจันทร์ เรียกร้องความเป็นเอกภาพภายในปากาตัน ฮาราปัน และขอให้ผู้สนับสนุนลงคะแนนเสียงสนับสนุนดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ตัวแทนของปากาตัน ฮาราปัน ในการชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี โดยนายอันวาร์กล่าวด้วยว่า การจับมือกันระหว่างเขากับดร.มหาเธร์ กำลังสร้างความ “ขุ่นเคืองใจ” อย่างหนักให้กับฝ่ายรัฐบาล ทั้งนี้ ดร.มหาเธร์ คือนักการเมืองมาเลเซียซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรียาวนานที่สุด ระหว่างปี 2523 ถึง 2546 ขณะที่เมื่อช่วง 2 ทศวรรที่แล้ว นายอันวาร์ถือเป็นนักการเมืองดาวรุ่ง และเคยได้รับการคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นเป็นทายาทการเมืองของดร.มหาเธร์ แต่สายสัมพันธ์ของทั้งคู่แตกหักเนื่องจากขัดแย้งกันเรื่องการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจระหว่างปี 2540- ถึง 2541 ต่อมาศาลพิพากษาให้นายอันวาร์รับโทษจำคุกเป็นเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2558 จากความผิดในคดีมีเพศสัมพันธ์กับผู้ช่วยชาย ที่เจ้าตัวและหลายฝ่ายมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาล ในการสกัดไม่ให้เขาลงสมัครรับเลือกตั้ง

ในอีกด้านหนึ่ง นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค หัวหน้าพรรคมลายูสามัคคีแห่งชาติ ( อัมโน ) ซึ่งเป็นแกนนำของพรรครัฐบาลผสม 13 พรรคในนาม  “แนวร่วมแห่งชาติ” ( บีเอ็น ) เดินทางไปยังเมืองเปอกัน ในรัฐปะหัง เพื่อพบปะกับประชาชนในเขตฐานเสียงของตัวเอง ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในวันพุธที่ 9 พ.ค. นี้ โดยผู้นำมาเลเซียกล่าวเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ให้มากที่สุด และยืนยันว่าหากชนะการเลือกตั้ง รัฐบาลผสมบีเอ็นจะเพิ่มการรักษาสิทธิและปกป้องผลประโยชน์ให้กับพลเมืองเชื้อสายมลายู แม้ผูกขาดการเป็นรัฐบาลมาเลเซียตั้งแต่ได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร เมื่อปี 2500 แต่ชาวมลายูส่วนใหญ่ยังคงมีความนิยมในพรรคอัมโน ด้วยนโยบายประชานิยมซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ตรงข้ามกับชาวมาเลย์เชื้อสายจีน ซึ่งส่วนใหญ่มีแนวคิดการเมืองนิยมฝ่ายค้านมากกว่า อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นชาวมาเลย์ทุกเชื้อสายโดยศูนย์วิจัยเมอร์เดกา พบว่าความนิยมเฉพาะของชาวมลายูที่มีต่อพรรคอัมโนและแนวร่วมบีเอ็นตกลง 8% นับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2556 และเมื่อจำแนกออกเป็นรายรัฐถือว่ายิ่งเลวร้าย เนื่องจากคะแนนนิยมของพรรคในรัฐยะโฮร์ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐที่มีประชากรมากที่สุดนั้น ตกลงมากถึง 21% ในช่วง 5 ปีหลังสุด. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews

You may also like